Tune in for love

รีวิว Tune in for love – คลื่นรักสื่อใจ

Tune in for love เป็นหนังรักอีกเรื่องที่ได้รับความสนใจในปี 2019 ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายละมุน จากผลงานเขียนของ อีซุกยอน (April Snow และ One Fine Spring Day) ร่วมกับ ผู้กำกับจองจีอู (Heart Blackened, Eungyo และ Happy End) และยังได้สองนักแสดงนำที่กำลังอยู่ในความสนใจของผู้ชมทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ ทั้งเสน่ห์รูปลักษณ์และฝีไม้ลายมือ อย่าง คิมโกอึน และ จองแฮอิน เป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัว ดูมีเคมีเข้ากันดี ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย น่ารัก โรแมนซ์หวานซึ้งได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งอารมณ์ ซึ้ง เศร้าปวดใจ

เรื่องย่อ

เรื่องราวความรักของฮยอนอู-มีซู หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มีอุปสรรคมาขัดจังหวะ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่หยุดชะงักเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่รู้จักกันมา ทุกครั้งที่ความรักของพวกเขาที่กำลังไปได้ดี ก็จะต้องมีเหตุให้ต้องมีอันต้องจากกันชั่วขณะ ไม่ว่าจะการที่ฮยอนอูต้องเข้ากรม มีซูย้ายที่อยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผูกพันความรักในใจของเขาทั้งคู่ คือรายการเพลง Music Album ที่จัดโดยนักจัดรายการชื่อดัง “ยูยูล” โดยที่รายการนี้เกิดขึ้นวันแรกในวันเดียวกับที่ฮยอนอูและมีซูได้เจอกันเป็นครั้งแรกในปี 1994 ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ตกหลุมรักกันและกันตั้งแต่แรกพบ

แต่ด้วยความที่ยุคสมัยนั้นยังไม่เปิดกว้างให้กับการตกลงเป็นแฟนกันในเวลาอันสั้นเหมือนสมัยปัจจุบัน แต่เมื่อรู้ถึงจิตใจภายในตัวเองว่าต่างก็รักกัน ทำให้ทุกครั้งที่ต้องพรากจากกัน เขาทั้งคู่จะพยายามหาหนทางที่จะกลับมาเจอกันให้ได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง โรแมนติกสุดๆ

บางครั้ง “ความรัก” ก็เล่นตลกกับคนเรา เมื่อส่งคนที่ใช่เข้ามาในเวลาที่ยังไม่ลงตัว จนในที่สุดโลกก็เหวี่ยงให้คนสองคนต้องห่างกันออกไป อาจจะมีประโยคหนึ่งที่คนชอบพูดกันว่า “คนที่ใช่ สุดท้ายจะวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง” เพียงแต่ว่าเราจะต้องรอนานแค่ไหนกันนะ โลกถึงจะเหวี่ยงคนที่ใช่ที่จากเราไป ให้กลับมาพบและรักกันอีกครั้ง

หนังรัก ก็เป็นอีกหนึ่ง genre ที่หาพล็อตและบทฉีกให้สดใหม่ได้ยาก ไม่แพ้หนังรอมคอม (romantic comedy) แต่เรื่องนี้ก็ยังสามารถเล่าเรื่องความรักได้น่าสนใจ โดยเลือกหยิบแง่ของความรักที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ยิ่งถ้ามีจุดเริ่มต้นจากสภาพที่เป็นศูนย์หรือติดลบ

และเมื่อการบ่มเพาะยังไม่เข้าที่ ก็เกิดอุปสรรคให้ชะงักงัน พรากจากโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อได้โอกาสกลับมาเจอกันใหม่ ก็มีเหตุให้ต้องคลาดกันอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ติดๆดับๆที่ชวนเอาใจช่วยลุ้น ชวนติดตาม

กว่าเขาและเธอจะสามารถประคองมันผ่านไปได้ครบสเต็ป ถึงเวลาที่ใช่ที่ลงตัว สมดังวลีชูกำลังใจ Third Time is a Charm (ความสำเร็จที่จะมาจากความพยายามหลายๆครั้ง) ก็เล่นเอาเหนื่อยแทนเลยล่ะ หนังรักปี2020

Tune in for Love (2019) คลื่นรักสื่อใจ เป็นดูหนังออนไลน์รักโรแมนติกคอมมาดี้ เต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นความรักอบอวลชวนฝัน จากผลงานเขียนของ อีซุกยอน (April Snow และ One Fine Spring Day) ร่วมกับ ผู้กำกับจองจีอู (Heart Blackened, Eungyo และ Happy End)

และยังได้สองนักแสดงนำที่กำลังอยู่ในความสนใจของผู้ชมทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ ทั้งรูปร่างหน้าตาและฝีไม้ลายมือ อย่าง คิมโกอึน และ จองแฮอิน เป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัวอย่างมาก เคมีดูเข้ากันสุดๆ ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย น่ารัก โรแมนซ์หวานซึ้งได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1994 วันที่ ยูยอล อดีตนักร้องชื่อดัง ผันตัวมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเป็นวันแรก มีซู (Go-eun Kim) สาวลูกเจ้าของร้านเบเกอรี่ เธอรู้สึกหวาดระแวง ฮยอนอู (Hae-In Jung) เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่มีท่าทางไม่น่าไว้ใจ

เขาเดินเข้ามาในร้านตั้งแต่เช้าแล้วสั่งน้ำเต้าหู้ทั้งที่ร้านเธอไม่ได้ขาย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด เมื่ออันที่จริงแล้ว ฮยอนอู ต้องการมาสมัคร เป็นพนักงานชั่วคราวที่ร้านเบเกอรี่ของเธอ

เมื่อทั้งสองคนเข้าใจความต้องการตรงกันแล้ว ฮยอนอู จึงกลายมาเป็นเด็กช่วยงานที่ร้าน แต่ด้วยปัญหาทางการเงินเขาก็ยังตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนอยู่ดี มีซู ที่เห็น ฮยอนอู เป็นเด็กหนุ่มรูปหล่อ เธอจึงใช้หน้าตาของเขาให้เป็นประโยชน์ในการเรียกลูกค้า ทว่าก็เป็นตัวเธอเองที่ดันรู้สึกไม่พอใจเมื่อมีสาว ๆ มาเข้าใกล้เขา ฮ่าฮ่า

แล้วช่วงเวลาของความสุขมันก็อยู่กับพวกเขาได้ไม่นาน เมื่ออดีตของ ฮยอนอู ไม่ยอมปล่อยให้เขาไปมีชีวิตที่ดี ทั้งสองคนจึงต้องแยกจากกันอย่างที่ไม่ได้เอ่ยคำลา ฮยอนอูและมีซู จึงหวังได้เพียงแต่ว่า โลกใบนี้จะเหวี่ยงให้เขาและเธอกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

หนังโรแมนติก ดราม่า ที่เนื้อหาดูจะขัดกับความสดใสบนใบปิดพอควร เมื่ออันที่จริงแล้วปมของตัวละครมันน่าอึดอัดใจ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องพบกับความผิดหวังในเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไหนจะคำถามที่เกิดขึ้นกับสองตัวละครเอก มีซู ก็ได้พบกับคำถามที่ว่า เธอจะรอผู้ชายคนนี้ได้นานแค่ไหนและเธอจะไว้ใจเขาได้หรือเปล่า เมื่ออันที่จริงแล้วเธอแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ฮยอนอู เลย

ส่วนคำถามที่เกิดขึ้นกับ ฮยอนอู ก็คือ เขาจะสามารถมีชีวิตแบบปรกติสุขได้ไหม เมื่ออดีตยังไล่ล่าไม่ปล่อยเขาไปอยู่แบบนี้ กับอดีตที่ปกปิดไว้จะมีใครสักคนไหม ที่จะเชื่อใจเขาได้โดยไม่ถามไถ่เรื่องราวความเป็นมา

ซึ่งคำตอบของคำถามมันอาจไม่ใช่การได้รู้ข้อเท็จจริง แต่อาจจะเป็นการเข้าใจความหมายของคำถามนั้นเสียมากกว่า เหมือนกับที่ทั้งสองตัวละครเอกต้องทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย

มีซู ก็ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “เชื่อใจ” ในแบบของ ฮยอนอู เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเชื่อคำพูดเขา ส่วน ฮยอนอู ก็ต้องหาความหมายให้ได้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ ”รอ” เพียงเขา แล้วเขาจะสามารถทำอะไรเพื่อตอบแทนเธอได้บ้าง

การเล่าเรื่องราว

เนื้อหาของเว็บดูหนังและการเล่าเรื่อง เอาจริงหนังค่อนข้างมีความเฉพาะตัวนะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะดูแล้วฟินหรือชอบได้ แต่ส่วนตัวผมเองหากเป็นฝั่งเกาหลี คิมโกอึน ก็เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ผมชื่นชอบเหมือนกัน ตอนดูหนังก็เลยดึงความสนใจเอาไว้ได้ตลอด หากที่รู้สึกขัดใจ…จะเรียกว่าขัดใจคงไม่ถูกซะทีเดียว

แค่รู้สึกแปลก ๆ ว่าช่วงท้ายของหนัง อาจไม่ใส่บางฉากเข้ามาหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงตอนจบหรือเปล่า เมื่อมันดูรวบรัดไปหน่อยกับการตัดสินใจของตัวละคร มีซู หรืออันที่จริงแล้วอาจเป็นความต้องการของคนทำหนัง ที่อยากให้คนดูรู้สึกตามสิ่งที่หนังพยายามนำเสนอก็ได้

องค์ประกอบสำคัญต่างๆ

องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งความละมุนให้หนังได้อย่างดีเยี่ยม คือการผูกเล่าเรื่องราวของเขาและเธอ คลอไปกับรายการเพลงวิทยุที่ชื่อว่า Music Album ซึ่งถือกำเนิดพร้อมกับชะตาการพบกันครั้งแรกของพวกเขา ในปี 1994 และดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปี 2005 มันคืออารมณ์แบบซีรีส์ตระกูล Reply เลย

ความย้อนยุคที่ทำให้ผู้ชมอินตามไปกับตัวละครและบรรยากาศ ท่วงทำนองและเนื้อหาของเพลง รวมไปถึงการพูดคุยของดีเจ ที่ส่งผ่านกำลังใจ สื่อวิถีความคิด สะท้อนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในสังคมคนหนุ่มสาวของแต่ละยุคสมัย สอดแทรกไปกับเนื้อหนังได้อย่างลงตัว เหมือนร่วมทำหน้าที่เป็นสื่อรักกลายๆ

และปลายทางของเรื่อง ในปี 2005 เริ่มมีการออกอากาศรายการวิทยุแบบใช้สตูดิโอเปิดเป็นครั้งแรก เปิดอรุณสวัสดิ์ฟ้าใหม่ จึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์การเปิดหัวใจของกันและกัน สู่โลกความรักที่สดใสของเขาและเธอ

โดยรวม

ความรักของพระเอกกับนางเอกเรื่องนี้ที่กว่าจะจูนติดได้นั้น ผมว่าพระเจ้าคงเหนื่อยกับการช่วยลิขิตเรื่องบังเอิญให้ เพราะบทของนางเอกที่บทจะรอก็ร้อรอ บทจะเลิกรักก็เลิกไปเลยดื้อๆซะแบบนั้น เป็นเรื่องที่นอนเซนส์มาก ตรงส่วนนี้ผมไม่อยากสปอย ให้ใครสักคนที่ผ่านมาอ่านลองไปดูเองดีกว่าครับ เผื่อเราอาจจะมองต่างมุมกัน ดูซีรี่ส์เกาหลี

ส่วนพระเอก ตรงนี้ผมว่าพระเอกมีปมในใจที่ใหญ่มาก ใหญ่จนขนาดที่ว่าไม่กล้าให้อภัยตัวเองไปอีกเลย และพระเอกก็ไม่อยากให้คนที่ตัวเองรักอย่างนางเอกรู้เรื่องเลวร้ายของตัวเองในอดีตด้วย เป็นตัวละครที่น่าสงสารและโชคร้ายมากๆ

สรุป

เป็นหนังโรแมนติก ดราม่า ที่เอาตรง ๆ หนังไม่ได้นำเสนอความโรแมนติก ชวนจิ้น เป็นหลัก แม้จะไม่ถึงกับเรียกได้ว่าเป็นหนังแนวนอกกระแส แต่ก็ชัดเจนว่าหนังค่อนข้างมีความเฉพาะตัว หากเป็นคนชอบดูหนังที่ไม่จำเป็นต้องบันเทิง แต่มีแนวทางการเล่าเรื่องชัดเจน มีความแตกต่างจากหนังตลาดทั่วไปหรือเป็นแฟนนักแสดงนำทั้งสองคน หนังเรื่องนี้ก็น่าจะตอบโจทย์นั้นได้ไม่ยากเหมือนกัน