Love And Leashes รักจูงรัก

รีวิว Love and Leashes รักจูงรัก หนังรอมคอมเรต 18+ ของ ซอฮยอน x อีจุนยอง

Love and Leashes หรือในชื่อภาษาไทยว่า รักจูงรัก ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้สร้างจากเว็บตูนชื่อดังเรื่อง Moral Sense ผ่านฝีมือของ ผู้กำกับพัคฮยอนจิน ซึ่งเคยถ่ายทอดเรื่องราวความรักกินใจผู้คนมาแล้วมากมายจากภาพยนตร์ Like for Likes (2016) โดยครั้งนี้เป็นการนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่าง ชองจีอู (รับบทโดย ซอฮยอน) พนักงานบริษัทผลิตสื่อสำหรับเด็ก กับรองผู้จัดการคนใหม่ในแผนกเดียวกันอย่าง ชองจีฮู (รับบทโดย อีจุนยอง) ซึ่งมีรสนิยมทางเพศมาขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในครั้งนี้

เนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เริ่มต้นจากการนำชื่อของตัวละครหลักที่ออกเสียงคล้ายกันมาสร้างอุบัติเหตุให้เป็นชนวนสำคัญของเรื่องทั้งหมด เมื่อวันดีคืนดีพัสดุของชองจีฮูซึ่งบรรจุปลอกคอสุนัขประดับด้วยหนาม ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ในการทำกิจกรรมทางเพศได้ตกไปอยู่ในมือของชองจีอูเนื่องด้วยความเข้าใจผิด ฝ่ายหญิงจึงเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจรสนิยมเฉพาะตัวของฝ่ายชายที่เรียกว่า BDSM จนนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบทาสชายกับนายหญิงที่ถอนตัวได้ยาก

พูดถึงรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ความจริงหนังค่อนข้างให้คำอธิบายได้อย่างละเอียดและถี่ถ้วนพอสมควร แต่พูดให้เข้าใจประเด็นในเรื่องอย่างง่ายที่สุดคือความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งเป็น ผู้ออกคำสั่ง หรือเรียกว่า ดอม (Dom) ย่อมาจาก Dominance และอีกฝ่ายหนึ่งเป็น ผู้ยอมทำตาม หรือเรียกว่า ซับ (Sub) ซึ่งย่อมาจาก Submission โดยในเรื่องทั้งคู่ตกลงปลงใจด้วยการทำสัญญาและจัดสรรเวลาเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้กรอบและกติกาที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด หนังรักปี2020

ต่อจากนั้นหนังพาดูไปทำความเข้าใจกับกิจกรรมทางเพศแบบ BDSM อย่างลึกซึ้ง ด้วยสารพันอุปกรณ์อย่างที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์เรื่องอื่นมานักต่อนัก แต่สิ่งที่ทำได้ดีคือการลงลึกให้ผู้ชมเข้าใจถึงบทบาทที่ชัดเจนของผู้เล่นแต่ละฝ่าย หรือแม้กระทั่งการทำให้รู้ว่ากิจกรรมที่ทั้งคู่ทำลงไปจะต้องออกลวดลายยั่วยวนเรื่องเพศก็ตาม แต่ท้ายที่สุดอาจไม่ได้จบลงที่การมีเพศสัมพันธ์เสมอไป เป็นเพียงการเล่นบทบาทสมมติให้ฝ่ายชายเป็นสุนัขและฝ่ายหญิงเป็นเจ้านายเพียงเท่านั้นก็ฟินได้แล้ว

คราวนี้มาว่ากันถึงการจัดเรตผู้ชมที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีการหยิบยกประเด็นทางเพศมาเป็นแกนหลักในการเล่าเรื่อง แต่หากคาดหวังว่าจะมีฉากโป๊เปลือยระดับหนังประเภทเดียวกันอย่าง Fifty Shade of Grey (2015-2018) คงไม่ขนาดนั้น เรียกว่าเป็นการถ่ายทอดความเซ็กซี่ของฉากเลิฟซีนออกมาด้วยท่าทาง เสียง และบรรยากาศรอบข้าง มากกว่าการเปิดเผยเนื้อหนังมังสาของนักแสดงให้เห็นกันจะ ๆ แต่ถึงอย่างไรคงต้องหาพื้นที่ส่วนตัวในการรับชมกันอยู่บ้าง เพราะบางฉากบางตอนเต็มไปด้วยเสียงที่อาจจะทำให้คนข้าง ๆ แอบกลืนน้ำลายตามก็เป็นได้ ดูซีรี่ส์เกาหลี

อีกหนึ่งประเด็นที่ Love and Leashes นำเสนอออกมาได้ทัชใจผู้ชมนอกเหนือจากการพูดถึงรสนิยมทางเพศอย่างเปิดเผย ยังหยิบยกปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศมาตีแผ่อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่ทางเพศในที่ทำงานด้วยการใช้คำพูดหรือการกระทำตัดสินว่าผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชาย เป็นการตอกย้ำและเสียดสีสังคมปิตาธิปไตยทั่วโลกได้อย่างเจ็บแสบ อีกทั้งยังพูดถึงความเท่าเทียมของมนุษย์ในประเด็นอื่นแทรกไว้อีกหลายฉากหลายตอนเช่นเดียวกัน

ใจความสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คงเป็นการปลูกฝังให้ทุกคนในสังคมเข้าใจว่ารสนิยมทางเพศส่วนบุคคลเป็นเรื่องปกติ แม้บางรายอาจมีความชอบเซ็กส์แบบรุนแรง ใช้ท่าทางหรืออุปกรณ์เสริมอื่นใดที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องพิศดาร แต่ท้ายที่สุดหากเป็นการตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่ายและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ปัญหาสังคมที่คนอื่นต้องตัดสินพวกเขาด้วยการปาหินตีตราว่าเป็นพวกโรคจิต หรือแม้กระทั่งการไล่ให้ไปพบจิตแพทย์อย่างที่ภาพยนตร์ได้นำเสนอ

ในความสัมพันธ์ของคู่พระนางซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงร่วมกันเป็นเวลาสามเดือน แต่เมื่อหมดสัญญาทั้งคู่ต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ตามสูตรสำเร็จของหนังรอมคอมทั่วไปย่อมต้องมีอีกฝ่ายรู้สึกเกินเลยอยากต่อไม่อยากจบ เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ที่คาดเดาได้ว่าต้องมี แม้จะไม่ได้หักมุมอะไรแต่กลับเป็นปัญหาที่ทำให้เจอจุดสะดุดจนเสียอรรถรสจนได้

ปัญหาที่ว่าเกิดจากข้อจำกัดในการเป็นภาพยนตร์ความยาวเพียงสองชั่วโมง จึงทำให้พื้นที่ในการเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครรวดเร็วจนดูเหนือจริง เรียกว่าพบกันเพียงสองสามครั้งแต่ไม่รู้มีอะไรดลใจให้คนธรรมดาคนหนึ่งสามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้อย่างถ่องแท้ จนยอมเปิดเผยตัวตนเป็นคู่ทาสชายกับนายหญิงได้อย่างง่ายดาย หรือแม้จะพบกับปัญหาคอขาดบาดตายเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากของสังคมเกาหลี แต่ทั้งคู่กลับใช้ความรู้สึกนำทางเมินปัญหาและก้าวข้ามได้อย่างไร้บาดแผล จุดนี้จึงดูแฟนตาซีไปหน่อยกับตัวละครที่เป็นปุถุชนคนธรรมดา แต่เมื่อมีคำว่ารอมคอมครอบไว้จึงพอเข้าใจและปล่อยผ่านไปได้

สิ่งที่พิเศษมากคือเคมีของคู่พระนาง อีจุนยองที่หลายคนมักติดภาพการรับบทเป็นไอดอลจากซีรีส์หลายเรื่องที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น Imitation (2021) และ Let’s Me Be Your Knight (2021) มาเรื่องนี้ฉีกแนวออกไปอย่างชัดเจนและถ่ายทอดได้อย่างเป็นธรรมชาติ สมกับการเพิ่มน้ำหนักกว่าสิบกิโลกรัมและเรียนรู้ท่าทางพฤติกรรมของสุนัขสายพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มาปรับใช้ให้เข้ากับบทบาททาสชาย ทั้งเห่า หมอบ และคลานได้อย่างสมจริง โดยเฉพาะความขี้อ้อนที่มีต่อนางเอกอย่างซอฮยอนมันช่างเข้ากันดี ความกุ๊กกิ๊กน่ารักแผ่ซ่านจนทำให้อยากดูต่อไปจนจบโดยไม่ต้องกดข้าม

ภาพรวมจึงถือเป็นหนังรอมคอมที่ครบรสในทุกเส้นเรื่อง ตีแผ่ประเด็นทางเพศได้อย่างเฉียบคม ผสมไปด้วยความน่ารักกุ๊กกิ๊กของคู่พระนาง สอดแทรกมุกตลกเข้ามาอย่างถูกจังหวะ การดำเนินเรื่องไม่หวือหวาแต่เข้าถึงใจ เหมาะกับการดูเพื่อผ่อนคลายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้เป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ที่หน้าปกและพล็อตเรื่องดูเซ็กซี่ แต่ข้างในมีดีมากกว่าเรื่องเสียว

สรุป

หนังเกาหลีที่ต้องนับถือในความกล้าเล่า เรื่องราวของผู้ชายที่มีรสนิยมทางเพศที่คนในสังคมไม่ยอมรับ พวกเขาเลือกจะมีความสัมพันธ์ในแบบที่หาความสุขจากความเจ็บปวด โดยให้ฝ่ายหญิงเป็นนาย และฝ่ายชายเป็นผู้รับใช้ ทั้งคู่ต่างพบเจอความขัดแย้งในจิตใจตัวเอง พร้อมกันนั้น หนังก็ยังใส่ประเด็นต่างๆ อย่างเช่น การถูกคุกคามทางเพศในสถานที่ทำงาน เข้ามาด้วย ขณะที่เคมีระหว่างพระนางก็ค่อนข้างดีทีเดียว

รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง

ชื่อภาพยนตร์ Love and Leashes / 모럴센스 / รักจูงรัก
ผู้กำกับ Park Hyeon Jin/พัคฮยอนจิน
ผู้เขียนบท Park Hyeon Jin/พัคฮยอนจิน, Gyeowool (webcomic)
นักแสดง Seohyun/ซอฮยอน, Lee Jun Young/อีจุนยอง
แนว/ประเภท Romance, Comedy
เรท
ความยาว 117 นาที
ปี 2022
สัญชาติ เกาหลีใต้
เข้าฉายในไทย 11 กุมภาพันธ์ 2022
ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย Netflix